หน้าเว็บ

วันพุธที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ลำใส้อักเสบ

ลำไส้อักเสบ....บางครั้งการกินยาอาจไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องเสมอไป
Santi Manadee กับ Jutamas Keeratikasikorn
รายการ หมอนอกกะลา

ตอน โรคที่การแพทย์แผนปัจจุบันบอกว่ารักษาไม่หาย แต่แพทย์ทางเลือกทั่วโลกบอกว่า”กระจอก”
งานชิ้นนี้ เพื่อใครที่มีปัญหาโรคที่ภูมิต้านทานผิดปกติต่าง อาทิ
- โรคภูมิแพ้ทั้งอาหารและอากาศ (คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม หอบหืด ผื่นแพ้ตามตัว ลมพิษ)
- โรคภูมิแพ้ตัวเอง (กล้ามเนื้ออักเสบ สะเก็ดเงิน โรคพุ่มพวง ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ฯลฯ)
- ระบบทางเดินอาหาร ปัญหาคือปวดท้อง ท้องเสีย ท้องผูก ท้องอืด แก๊สเยอะ
- ระบบสมองและประสาท อ่อนเพลียเรื้อรังตลอดเวลา วิตกกังวล อารมณ์แปรปรวน ความจำไม่ดี สมองตื้อ ๆ ซึมเศร้า นอนไม่หลับ สมาธิสั้น อารมณ์รุนแรง
- โรคติดเชื้อ ต่าง ๆของระบบทางเดินหายใจ หรือแม้กระทั่งตกขาว
- สิว เชื้อราที่เล็บ
- อาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) เช่น อารมณ์แปรปรวน(ซึมเศร้าสลับก้าวร้าว) ปวดประจำเดือนมาก
กรุณาอ่านกันดี ๆ ซ้ำๆ ให้เข้าใจ และจะเริ่มตั้งแต่ต้นจนจบอย่างละเอียดเพื่อให้ท่านนึกภาพออกเป็นฉาก ๆ กันเลยทีเดียว...ตามมา
โรคหรืออาการเหล่านี้ มันเริ่มจากระบบที่ใครก็มักไม่ค่อยให้ความสำคัญและ มักแก้ปลายเหตุตามอาการ และ ย้ำว่า “มาจากการกินของตัวผู้ป่วยเอง”
มาทำความเข้าใจวัตถุประสงค์พื้นฐานของระบบทางเดินอาหาร (GI)กันก่อนนะ
i) การย่อยอาหาร
ii) การดูดซับโมเลกุลอาหารขนาดเล็กเพื่อรอการแปลงเป็นพลังงาน
iii) นำพาสารอาหารเช่นวิตามินและแร่ธาตุที่ต่อยู่กับโปรตีนผ่านเยื่อบุลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด
iv) เป็นส่วนสำคัญของระบบการล้างพิษทางเคมีของร่างกาย คือ เอาของดีเข้าและเอาของเสียออก
v) มีการสร้างภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดี้ที่ทำหน้าที่เป็นด่านแรกของการป้องกันการติดเชื้อ
กรุณาอ่านซ้ำ......
เพราะโรคหรือภาวะที่กล่าวมาข้างต้น ก็มาจากแค่....การทำงานของระบบทางเดินอาหาร (GI)ผิดพลาด !!!ก็แค่นั้นเอง
อ่านต่อมั๊ย..ตามมาว่าการทำงานผิดพลาดเกิดขึ้นได้อย่างไร...
ครั้งหนึ่งเมื่อเยื่อบุลำไส้เกิดการอักเสบหรือเกิดความเสียหายขึ้น การอักเสบจะรบกวนการทำงานของระบบลำไส้ ช่องว่างที่เปิดขึ้นยอมให้อาหารโมเลกุลขนาดใหญ่และแอนติเจนถูกดูดซึมเข้าสู่ ร่างกาย โดยปกติแล้วร่างกายรู้จักเพียงโมเลกุลอาหารเล็ก ๆ เท่านั้น เมื่อเห็นมีโมเลกุลขนาดใหญ่กว่าเข้าไปร่างกายจึงคิดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมของ ระบบการป้องกันของร่างกาย การโจมตีสิ่งแปลกปลอมนี้ยังผลให้เกิดแอนติบอดี้จำนวนมาก
(สำหรับผู้ไม่มีพื้นทางด้านวิทยาศาสตร์: แอนติเจน ( Antigen ))
แอนติเจน หมายถึง สิ่งแปลกปลอมต่อเนื้อเยื่อร่างกาย เมื่อเขาสู่ร่างกายแล้วจะกระตุ้นร่างกายให้สร้างแอนติบอดี และแอนติเจนนั้นต้องทำปฏิกิริยาจำเพาะกับแอนติบอดี หรืออาจกล่าวว่า แอนติเจนเป็นสารใด ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันอย่างจำเพาะเจาะจง แหล่งของแอนติเจน ได้แก่ องค์ประกอบของจุลินทรีย์ เช่น สารพิษ ผนังเซลล์ แฟลเจลลา แคปซูล โปรตีน รวมทั้งอนุภาคไวรัส แอนติเจนมักเป็นสารประกอบพอลิเพปไทด์ พอลิแซ็กคาไรด์ ลิโพพอลิแซ็กคาไรด์ และไกลโคโปรตีน ส่วนประกอบของแอนติเจนที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน เรียกว่า แอนติเจนิก ดีเทอร์มิแนนท์ ( Antigenic determinant ) ซึ่งอาจเป็นกลุ่มของกรดอะมิโน หรือน้ำตาล หรือสารขนาดเล็กอื่น ๆ ส่วนแฮปเทนส์ ( Haptens ) คือ สารที่ไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน ต่อเมื่อได้รวมตัวกับสารโมเลกุลใหญ่ที่เรียกว่าพาหะ ( Carrier ) จึงกลายเป็นอิมมิวโนเจน ( Immunogen ) ที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี
มันอาจจะฟังดูดีนะที่ลำไส้เกิดการรั่วเพราะมันจะดูเหมือนว่าร่างกายจะสามารถ ดูดซับกรดอะมิโน กรดไขมันที่จำเป็นแร่ธาตุและวิตามินได้มากขึ้น แต่สำหรับร่างกายแล้วการดูดซึมแร่ธาตุไม่ใช่เป็นเพียงการกระจายทั่วลำไส้ แล้วค่อย ๆ ซึมผ่านนะ แต่จะต้องติดอยู่กับโปรตีนนำพา โปรตีนนี้ไล่จับแร่ธาตุแล้วหอบหิ้วมันผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด แต่เมื่อเยื่อบุลำไส้ได้รับความเสียหายผ่านการอักเสบ โปรตีนนำพาเหล่านี้ก็ได้รับความเสียหายเช่นกันดังนั้นจึงนำไปสู่การขาดแร่ ธาตุและขาดวิตามินของร่างกาย
7 ขั้นตอนของลำไส้อักเสบ
1 เมื่อลำไส้มีการอักเสบก็ไม่สามารถดูดซึมสารอาหารและอาหารอย่างเหมาะสมและดังนั้นความเหนื่อยล้ามาก ๆและท้องอืดก็สามารถเกิดขึ้นได้
2. ตามที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้ เมื่อโมเลกุลอาหารขนาดใหญ่ถูกดูดซึมจึงกลายมาเป็นโรคแพ้อาหารและอาการใหม่ๆ
3. เมื่อลำไส้อักเสบ โปรตีนนำพาก็ได้รับความเสียหาย ภาวะทุพโภชนาการจึงสามารถเกิดขึ้นได้
4. ในทำนองเดียวกันเมื่อระบบล้างพิษที่ทอดยาวตลอดเส้นลำไส้ถูกบุกรุก ความไวต่อสารเคมีจึงเกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการรั่วไหลของสารพิษไปยังตับมีตลอดเวลาจนยากจะรับไหวและร่าง กายไม่สามารถที่จะจัดการกับสารเคมีในชีวิตประจำวันได้
5. เมื่อเยื่อบุลำไส้อักเสบ เคลือบป้องกันของ lgA (immunoglobulin A) จะส่งผลกระทบต่อร่างกายและไม่สามารถที่จะปัดป้องโปรโตซัว แบคทีเรีย ไวรัสและยีสต์ได้
6. เมื่อเยื่อบุลำไส้มีการอักเสบเชื้อแบคทีเรียและยีสต์สามารถที่จะเคลื่อนย้าย ที่อยู่ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจะสามารถที่จะผ่านจากเซลล์ลำไส้หรือที่อยู่เดิมเข้าไป ในกระแสเลือดและเริ่มการติดเชื้อในที่แห่งใหม่ในร่างกาย
7. อาการที่เลวร้ายที่สุดคือการก่อตัวของแอนติบอดี้ บางครั้งการรั่วไหลนี้มีลักษณะคล้ายกับการต่อต้านเนื้อเยื่อของเราเอง ต่อมาเมื่อร่างกายสร้างแอนติบอดี้เพื่อโจมตีมัน ก็มีโจมตีเนื้อเยื่อของเราเอง และนี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของโรคแพ้ภูมิตัวเอง
แล้วอะไรทำให้ลำไส้อักเสบ...ตามมา!!!
ก็การให้อาหารแก่เชื้อราในลำไส้ จากการกิน หวาน ผลไม้ เห็ด นม ด้วยการเอาเข้าปากด้วยของตัวเราเองแล้วก็ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตแล้วก่อการ อักเสบ และเมื่อมีการอักเสบก็ไปหาหมอ หมอก็จ่ายยาแก้อักเสบ นั้นหมายถึง ตัวยาฆ่า แบคทีเรียทั้งดีและเลว แต่ไม่ได้กำจัดเชื้อรานะ เมื่อแบคทีเรียชนิดดีซึ่งคอยคุมเชิงไม่ให้เชื้อราเจริญงอกงามในลำไส้หมด ก็ซวยซิครับ เชื้อราก็ได้ใจแล้วพากันเจริญงอกงามกันไม่หยุดหย่อน จนมีอาการต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไว้ในเบื้องต้น และ เมื่อลุกลามใหญ่โต ก็ได้ เพร็ดนิโซโลน (สเตียรอยด์)มากิน เพื่อหยุดภูมิที่ทำลายเซลล์ตัวเอง และ จะเห็นผลได้ดีเพราะมีการหยุดทำลายเซลล์ตัวเอง แต่ ผลข้างเคียง ....บอกได้คำเดียวครับ ....ซวยตายเลย....
เมื่อเรา ๆ ท่าน ๆ ได้อ่านหลายรอบจนนึกภาพออก ท่านคิดว่า การหยุดเหตุแห่งความเจ็บป่วยเหล่านี้ควรเริ่มที่จุดใด
ด้วยความห่วงใยจากจริง
สวัสดี
ไม่อ้างอิงนะ มันยาวมาก ๆ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น